Boomerang :) View my profile

 

  ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม รถรากลับมาวิ่งคึกคักกันอีกครั้ง ช่วงก่อน 8 โมงเช้าของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เป็นอะไรที่รถติดมากถึงมากที่สุด มีทั้งรถเล็กรถใหญ่หอบลูกเต้าหลานเหลนไปยังที่ๆเรียกว่า “โรงเรียน” และยิ่งช่วงเย็นหลังเลิกเรียนยิ่งรถติดทวีมากขึ้น เด็กหลายต่อหลายคนเลิกเรียนในโรงเรียนก็จริง แต่ก็ยังเลือกเรียนเสริมที่โรงเรียนกวดวิชา  ชีวิตฉันกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง คงเหมือนกับเด็กแอดในตอนนี้กระมัง


ฉันเป็นนิสิตที่กำลังขึ้นปี 4 (ยกมือหักนิ้วโป้งลงหนึ่งนิ้ว แล้วยื่นนิ้วให้ดู) ครับปี 4 คงถือว่าเป็นรุ่นพี่ที่ “แก่” สุดในรั่วมหาลัยแล้ว ถ้าไม่นับปี 5 ที่ออกไปฝึกสอน สงสัยไหมครับทำไมถึงบอกไม่นับปี 5 ด้วย ครับผมเรียนครู(คณะครุศาสตร์) 5 ปีเต็มๆกับวงการที่ต้องคลุกคลีกับเด็กมากที่สุด อุด อุด อุด อุด (แอคโค่) วันนี้ฉันขอเสนอ “เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์” #เชรดดดไม่ใช่ละมึง (ฮา) – ไม่หรอกครับ มาแชร์ประสบการณ์ต่างหาก


อยู่จมปรักมานานเข้าปีที่ 4 กับการเป็นคุณครูฝึกหัดแห่งโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (อื้ม มันกล้าเล่น) เจออะไรมาเยอะเม้ก น้องที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าไปเป็นนิสิต ท่านอาจ(จำเป็นต้องเจอ)กับ “รุ่นพี่สุดเฮี้ยว” (อย่าอ่าน “เอี้ยว”เป็น เ_ียนะจ้ะ) ซึ่งรุ่งพี่บางคนนั้นค้นพบวิธีกลั่นแกล้งที่เจ็บแสบมาก และสไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เอาใจยากเป็นที่สู๊ดดดดด ... และจากการแชร์ประสบการณ์ของรุ่นเดียวกับผมนั้นเรายังเจอรุ่นพี่บางคน ยังหาตัวตนของตนเองไม่เจอ ขออธิบายให้เห็นมโนภาพที่ชัดเจนแจ่มมากขึ้น – รุ่นพี่คนหนึ่งนามสมมุติ “เอก” เอกดูลักษณะภายนอกนั้นร่างกายเป็นชาย กำย่ำ ล่ำสัน วันดีคืนดีแต่งตัวชายปกติ (เรียกว่าสาวกรี๊ด) พออีกวันเขามีออบชั่นเสริม นั้นคือเขาใส่กระโปรงยาว ผมยาวเร็วแค่ข้ามคืน ขนตางอนเหมือนเสก และนันต์ตาสีฟ้า แลดูใหญ่โตเสมือนสาวญี่ปุ่นได้เสียกับฝรั่งมังค่า เป็นปกติของพี่แกที่จะแต่งตัวแบบนี้วันเว้นวัน เพื่อนฉันบอกว่า พี่แกเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกเข้า และมักบอกกับเพื่อนสนิทเสมอว่าเขาเองยังไม่รู้จะเป็นผู้ชาว หรือผู้ฉิ๋งดีฮ้า (แอร๊ยยยตัวเอง) – แบบนี้ที่เรียกว่า “ไม่รู้จะเป็นอะไรดี” สินะ แต่กระนั้นนั่นก็ชีวิตเขา ใครยังหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่เจอ ลองค้นหาแบบพี่เอก(นามสมมุติ)ที่กล่าวไปก็ได้นะจ้ะ (อิอิอิ)


พูดถึงรุ่นพี่แก่น เฟี้ยว และเอาใจยากเม้ก ต่อไปเป็นเรื่องเล่าอันทรงเกียรติ์ของแต่ละที่ และแต่ละที่ก็มีเรื่องเราต่างกันออกไป ทั้งตามอาคาร บลา บลาๆ แรกๆที่เข้ามาใหม่จำได้ว่ารุ่นพี่เคยเราเรื่องอันทรงเกียรติ์ให้ฟัง – “อย่าเดินตึกนี้ดึกๆนะ เดี๋ยวจะเจอของดี”, “ตึกนี้ดึกๆมักจะมีเสียงร้องของผู้หญิงโหยหวน”, ตรงหอนาฬิกาแยกนั้นเที่ยงคืนมันมีผู้หญิงใส่ชุดขาวยื่นอยู่ยอดบนสุดของหอนาฬิกานั้น!”, “ขี่มอไซต์ดึกๆแถวนี้ถ้ารู้สึกว่ารถมันอืดไม่ต้องกลัวนะ ผีซ้อนมา” ... ฯลฯ – ไม่เว้นแม้กระทั่งหอพัก: “ดึกๆที่นี่เหมือนจะได้ยินคนเดินไปมาทั้งๆที่ไม่มีคนเดิน”, “ประตูหอมันสั่นคนเดียวบ่อยๆพี่ก็ไม่รู้มันเป็นอะไร”, “หอเนี่ยมีคนแขวนคอตายที่ห้อง...มาแล้วนะมึง”... ฯลฯ  แต่เรื่องทั้งหมดข้าก็ยังไม่เคยสัมผัสอย่างจริงจัง (เดี๋ยวจะมีคนบอก ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่สิมรึงงงง) ข้าพเจ้ากราบขออภัยมา ณ ที่นี้ หากทำให้ทุกท่านกลัว ...


เรื่องต่อไปนี้คงหนีไม่พ้น ...

EXAMPLE

A: น้องรู้ไหมอาจารย์ท่านนี้ดุมากนะ

B: หรอครับพี่

A: อาจารย์ให้ดุมากนะน้อง ให้เกรดต่ำๆทุกคน เวลาเรียนน้องจะกระดุกกระดิกไม่ได้เลยนะ ห้ามคุยกัน บลาๆ ...

ครับนินทาอาจารย์ พี่ๆบางคนก็แสนจะกรุณาชี้แนะแนวทางให้รุ่นน้องซะเหลือเกิน ถึงขั้นเอาอาจารย์มานินทาให้น้องๆฟัง อาจารย์ท่านนั้นแบบนั้นแบบนี้ สอนแนวนั้นแนวนี้ เป็นยังไง แบบไหน เรียกได้ว่าเข้าไปเรียนก็รู้ตับไตไส้พุงอาจารย์กันหมดแล้ว แต่ความจริงคืออาจารย์แต่ละท่านจริงอยู่แตกต่างกัน แต่ละคนย่อมมีสไตล์ของตัวเองทั้งนั้น (รวมตัวคุณผู้อ่านด้วยนะครับ) เท่าที่รุ่นพี่เขาเล่าๆมาก็ไม่ได้ตรงกับสไตล์ของอาจารย์ทั้งหมดซะทีเดียว และอีกอย่างคือทุกท่านไม่ได้ดุ เฆี่ยนตีเราเหมือนทาสซะหน่อย ดังนั้นกรุณาอย่าตีตนไปก่อนไข้ เข้าไปเรียนแบบสบายใจ ไม่ต้องกลัวอาจารย์เขาจะดุเราหรอกครับ ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องกลัว อาจารย์ทุกท่านอยากให้เราได้ดีกันทั้งนั้นแหละ ถ้าอาจารย์ท่านสั่งให้ทำอะไรก็ทำ เรียนตามเวลา ไม่เข้าเรียนสาย ส่งงานตามกำหนด ใกล้สอบนั่งติวกับเพื่อน ไม่มีอะไรอยากเกินความตั้งใจนะจ้ะ


อะไรต่อดี จะเล่าอะไรต่อดี หืม? ผมลืมว่าจะเล่าอะไรครับ ...
10 นาทีผ่านไปเพิ่งนึกได้ (ฮา)

ว่าด้วยเรื่อง “การรับน้อง” หลายคนตั้งคำถามว่า “เขียนมาตั้งนานทำไมกลับมาเรื่องนี้?” ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนึงที่ทำให้น้องๆหลายๆคนหันกลับมามองด้วยความสนใจ หลายคนกลัวการรับน้อง ก็ขอบอกเลยครับว่าการรับน้องมันคือประเพณีสร้างสรรค์ และดีงามของแต่ละที่ครับ จะจัดกิจกรรมต่างๆนาๆเพื่อให้น้องๆทุกคนได้รู้จักทั้งรุ่นพี่ และรุ่นน้อง ให้ทั้งพี่ทั้งน้องรักใคร่กลมเกลียวกัน เช่น ประเพณีรับน้องขึ้นดอย หรือประเพณีการรับน้องรถไฟ ซึ่งเป็นระบบการรับน้องที่สร้างสรรค์ และในแต่ละสถาบันจะมีประเพณีรับน้องทั้งคล้ายกันและต่างต่างกันไป ส่วนระบบการรับน้องแบบอดีตก็ยังมีให้เห็น อย่างระบบการรับน้องที่เรียกว่า “ระบบการว๊าก” มันก็ไม่ได้หายไปจากการรับน้องซะทีเดียวหรอกครับ อยากให้น้องๆเตรียมทั้งใจ เตรียมทั้งกายดีๆในศึกการรับน้องครั้งนี้ มันยิ่งใหญ่ มันสนุก มันท้อ แต่เหนือสิ่งอื่นใดหวังว่าน้องๆคงได้ทั้งพี่ และเพื่อน รวมถึงคณาจารย์ทุกท่านที่คอยดูแลน้องหลวมรวมเป็นนิสิต นักศึกษาที่มีคุณภาพ และเป็นทรัพยากรหน้าใหม่ และสำคัญของประเทศชาติต่อไป


 

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

(ร่วมแชร์ประสบการณ์กันได้ โดยทิ้งคอมเม้นท์ไว้เด้อ)